MM-cover-บทความ-ฝึกกระบวนการคิด

10 วิธีฝึกกระบวนการคิด เริ่มต้นไม่ยาก [เพียงเข้าใจการทำงานสมอง]

กระบวนการคิดเป็นสิ่งที่ถูกนำมาใช้ในทุกวันของมนุษย์ ซึ่งแต่ละคนก็นำกระบวนการคิดไปใช้ในสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเพื่อการพัฒนาตนเอง การแก้ปัญหา หรือการเอาตัวรอด ทุกอย่างล้วนต้องใช้ความคิดเพื่อหาคำตอบ และทางออกที่ดีที่สุดให้แก่ตัวเอง

ซึ่งกระบวนการคิดเป็นหนึ่งในกระบวนการทำงานของสมอง ที่เริ่มจากการมีสิ่งเร้ามากระตุ้นให้เกิดความสนใจต่อสิ่งนั้น และเปิดโหมดการรับรู้ด้วยการฟัง พูด อ่าน เขียนและดู เพื่อสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น 

ในบทความนี้จะพาทุกคนไปเรียนรู้การฝึกกระบวนการคิดอย่างง่ายและนำมาใช้ได้จริง ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การทำงานของสมองส่งผลต่อความคิด

สมองเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่มีกระบวนการทำงานที่ซับซ้อน โดยแบ่งออกเป็นสองซีก คือ ซีกซ้าย และซีกขวา ที่จะคอยควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อซีกตรงข้ามของร่างกาย นอกจากนี้สมองทั้งสองซีกยังบรรจุข้อมูลที่แตกต่างกัน คือ

การทำงานของสมองซีกซ้าย

มีหน้าที่ในการควบคุมการพูด การใช้ภาษา การเรียนรู้ด้านคณิตศาสตร์ การใช้เหตุผลต่างๆ และควบคุมการทำงานซีกขวาของร่างกาย

การทำงานของสมองซีกขวา

ด้านที่เป็นแหล่งควบคุมมิติสัมพันธ์ต่างๆ และความสุนทรีย์ทางอารมณ์ เช่น ดนตรี เพลง งานศิลปะต่างๆ เป็นแหล่งส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ที่สร้างขึ้น และควบคุมการทำงานของร่างกายด้านซ้าย

เห็นได้ชัดว่าสมองทำหน้าที่เป็นกลไกหลักที่สอดคล้องต่อการทำงานในระบบร่างกายของมนุษย์ หากเมื่อใดที่สมองทำงานผิดพลาด ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของทักษะหรือกระบวนการคิด แต่จะรวมไปถึงสุขภาพร่างกายของเราด้วยเช่นกัน

ซึ่งกระบวนการคิดนั้นจะคอยแยกองค์ประกอบ ความเหมือน – ความแตกต่าง, การเชื่อมโยงความสัมพันธ์ รวมไปถึงการสรุปอย่างใช้เหตุผล ทั้งหมดนี้เป็นวิธีการที่เกิดขึ้นภายในสมอง ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ แต่แสดงออกมาได้ด้วยการกระทำ เช่น การพูด การเขียน เป็นต้น     

กระบวนการคิดคืออะไร?

การคิดเป็นหนึ่งในกระบวนการทางสมองของมนุษย์ซึ่งมีศักยภาพสูงมาก สามารถแก้ปัญหาต่างๆ และมีการพัฒนาตนเองให้ประสบความสำเร็จ โดยที่สมองจะนำข้อมูลที่ได้รับมาเชื่อมโยงเรื่องราว เพื่อสร้างความหมายให้เกิดเป็นความรู้ความเข้าใจ ที่นำไปใช้ในสถานการณ์ต่างๆ ได้ 

ซึ่งทักษะความคิดถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้

1. ทักษะพื้นฐาน (basic skills)

พื้นฐานเบื้องต้นของการคิดในระดับที่มีความซับซ้อน โดยส่วนใหญ่จะเป็นทักษะการสื่อความหมายที่ทุกคนจำเป็นต้องใช้ในการถ่ายทอดความคิดตนเอง ได้แก่

  • ทักษะการสื่อความหมาย (Communication Skills) 
  • ทักษะการคิดที่เป็นแกนหรือทักษะการคิดทั่วไป (Core or General Thinking Skills)

2. ทักษะการคิดขั้นสูง หรือทักษะการคิดที่ซับซ้อน (Higher-order thinking skills-HOTS)

เป็นทักษะการคิดที่มีขั้นตอนหลายชั้น และต้องอาศัยทั้งทักษะการสื่อความหมาย โดยใช้ทักษะการคิดที่เป็นแกน ซึ่งทักษะการคิดขั้นสูงนี้จะเกิดขึ้นได้ เมื่อบุคคลนั้นได้รับการพัฒนาทักษะการคิดพื้นฐานจนมีความชำนาญแล้ว

7 ประเภทของจุดประสงค์ในการคิด

การกระบวนการคิดที่มีคุณภาพจะมีจุดมุ่งหมาย คือการคิดเพื่อให้ตอบวัตถุประสงค์ของบางสิ่ง ให้ได้บทสรุปหรือคำตอบที่ดี และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ 

โดยจุดมุ่งหมายในการคิดมีหลากหลายดังนี้

1. การคิดสร้างสรรค์ (Creative thinking)  

กระบวนการคิดในรูปแบบใหม่ๆ หรือเรียกอีกอย่างว่า “การคิดนอกกรอบ” โดยนำข้อมูลจากสิ่งเร้าที่ได้รับมาวางด้วยกันในรูปแบบใหม่ โดยใช้จินตนาการ ที่แยกออกจากความคิด ทฤษฎี กฎและขั้นตอนการทำงานแบบเดิมๆ

2. การคิดเชิงวิเคราะห์ (Analytical thinking)

เป็นการคิดในเชิงตรรกะทีละขั้นตอนเพื่อแบ่งระบบข้อมูลขนาดใหญ่ออกเป็นส่วนๆ เพื่อมาวิเคราะห์หาสาเหตุ หรือเป้าหมายที่ต้องการ

3. การคิดเชิงอย่างมีเหตุผล (Critical thinking)

กระบวนการคิดโดยใช้วิจารณญาณหรือการตัดสินอย่างมีเหตุผลรอบด้าน โดยใช้เหตุผลในการวิเคราะห์ประเด็น และสำรวจองค์ประกอบอื่นที่อาจมีอิทธิพลต่อข้อสรุป เพื่อพิจารณา ตัดสินและประเมินความถูกต้องต่อประเด็นนั้นๆ ให้แม่นยำ

4. การคิดเชิงกลยุทธ์ (strategic thinking)

กระบวนการคิดที่วิเคราะห์และประเมินเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงแนวทางการปฏิบัติ เพื่อตัดสินใจให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการอย่างมีประสิทธิภาพ

5. การคิดเชิงบวก (Positive thinking)

กระบวนการคิดและเข้าใจที่แยกแยะเรื่องเหตุการณ์นั้นๆ ได้ทั้งด้านบวกและด้านลบ แล้วนำสิ่งที่เป็นแง่ดี มุมบวกของสถานการณ์นั้นๆ มาเป็นแรงผลักดัน ในการเรียนรู้ แก้ไข จุดผิดพลาดให้เติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพ

6. การคิดเชิงนวัตกรรม (Innovative thinking)

กระบวนการคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่สร้างประโยชน์ต่อผู้คน สังคม โลก ให้ออกมาเป็นรูปธรรม และสามารถต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้

7. การคิดเชิงระบบ (System thinking)

กระบวนการคิดอย่างเป็นขั้นตอน โดยมองภาพรวมอย่างเป็นระบบ มีส่วนประกอบย่อย ขั้นตอน และรายละเอียดแยกย่อยออกมา เพื่อเชื่อมโยงกับระบบต่างๆ ให้เกิดความคิดที่มีประสิทธิภาพ

10 วิธีฝึกกระบวนการคิด

10 วิธีฝึกกระบวนการคิด

จากเนื้อหาข้างต้น น่าจะสร้างความชัดเจนให้คุณได้เข้าใจถึงหน้าที่การทำงานของสมองในด้านกระบวนการคิดกันมากขึ้น เมื่อเราเห็นภาพของหน้าที่การทำงานของระบบสมอง ก็จะทำให้เราจัดระเบียบความคิดได้ง่ายขึ้น 

แต่การที่เราเข้าใจการทำงานของระบบสมองอย่างเดียวอาจจะยังไม่เห็นพัฒนาการด้านกระบวนการคิดได้อย่างก้าวกระโดด หากได้ลองเสริมเทคนิคเล็กๆ อาจทำให้ผู้อ่านมีศักยภาพด้านการคิดที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน 

1. ฝึกคิดต่าง (Think Differently)

การคิดต่าง หรือคิดนอกกรอบ คือการฝึกคิดอะไรในแบบที่ไม่เคยคิดมาก่อน ให้ได้ลองออกจากความคุ้นเคยในสิ่งที่เป็นอยู่ เมื่อหลุดออกจากกรอบเดิมที่เคยตั้งไว้ ทั้งหมดนี้จะส่งผลให้กรอบที่เคยมีอยู่นั้นใหญ่ขึ้น เพื่อต้อนรับประสบการณ์หลากหลายที่กำลังเข้ามา พร้อมเสริมสร้างศักยภาพในกระบวนการคิด การทำงานของคุณให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น

2. หัดคิดล่วงหน้า (Foresee)

เมื่อได้ฝึกมองล่วงหน้า หรือคาดคะเนสิ่งที่เกิดขึ้น จะทำให้คุณรู้ได้ว่ามีผลกระทบอะไรบ้างที่กำลังพุ่งตรงมาหาคุณ ดังนั้นการคิดล่วงหน้า หรือการคาดการณ์ เป็นการฝึกให้คุณได้เตรียมตัวรับมือกับผลของการกระทำได้ และแก้ไขได้ทันเวลา

3. คิดหาทางเลือก (Think of Alternative)

หากคุณได้ลองเปรียบเทียบ ข้อดี ข้อเสีย ของสิ่งที่กำลังจะตัดสินใจอย่างเท่าเทียม คุณจะเห็นได้ชัดว่าสิ่งไหนคือสิ่งที่เกิดประโยชน์ และจะไม่ให้โทษแก่คุณในอนาคต

4. เป็นนักคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking)

การคิดสร้างสรรค์ คือความคิดถึงสิ่งที่เราทำอยู่เสมอ แล้วหาวิธีพัฒนาให้ออกมาเป็นสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม รวมไปถึงการใช้การออกแบบ จินตนาการต่างๆ ที่เป็นส่วนในการคิดให้ออกมาหลากหลายรูปแบบ

5. คิดวิเคราะห์สาเหตุ (Root Cause Analysis)

การคิดวิเคราะห์สาเหตุ คือรากฐานของการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะการแก้ปัญหาได้อย่างเด็ดขาด จะเป็นที่จะต้องรู้ต้นตอของปัญหาก่อน

6. คิดเชื่อมโยง (Connecting and Applying)

การคิดเชื่อมโยงคือความสามารถในการเอาเรื่องราว ประสบการณ์ ความรู้ต่างๆ มาร้อยเรียงเป็นเรื่องเพื่อให้เห็นภาพใหญ่ของสิ่งที่ต้องการรู้ นอกจากนี้การคิดเชื่อมโยงได้อย่างชำนาญจะทำให้คุณนำประสบการณ์เก่าๆ มาประยุกต์ใช้ได้ในเรื่องต่างๆ และแก้ไขปัญหาตรงหน้าได้ทันท่วงที 

7. ท้าทายกับปัญหา (Challenging Thinking)

ตั้งคำถามใหม่ๆ ที่ท้าทายกับสิ่งตรงหน้า เพื่อเลี่ยงการแก้ปัญหาด้วยวิธีเดิมๆ มากกว่า 90% ของปัญหาที่คาราคาซัง สามารถแก้ไขได้ถ้าเรากล้าตั้งคำถามที่ตรงไปตรงมาและอยู่บนสมมติฐานใหม่ ไม่ยึดติดกับแนวคิดการแก้เดิมๆ

8. คิดให้มีเหตุและผล (Logical Thinking)

ต้องหัดคิดและมองถึงที่มาและที่ไป โดยการคิดย้อนไปถึงต้นเหตุ ยิ่งคิดย้อนได้หลายขั้นก็ยิ่งเพิ่มโอกาสที่จะแก้ไขป้องกันสิ่งเดิมไม่ให้เกิดขึ้นอีกได้ 

9. คิดเท่าที่จำเป็น (Think Only Necessary)

เป็นการจัดกรอบความคิดที่พอดีให้แก่ตัวเอง เมื่อได้รู้ชัดเจนว่าข้อมูลหรือสิ่งที่ต้องการ เท่าไรถึงจะพอดีในการต่อยอดให้เกิดคุณภาพ เพราะบางครั้งการคิดเกินความจำเป็นอาจจะมีผลต่อการตัดสินใจ หรือสร้างความสับสนให้ตัวคุณมากขึ้นจนไม่เกิดประสิทธิภาพตามมา 

10. คิดบทสรุป (Conclusion Thinking)

เป็นทักษะที่จำเป็นอย่างมากในการการตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่ทำอะไรอย่างไร โดยการนำเรื่องราวต่างๆ เหล่านั้นมาใช้ทักษะข้างต้นทั้งหมด มาประยุกต์ใช้ คิดและวิเคราะห์เพื่อหาทางออก ที่ดีที่สุดให้แก่ตัวเอง

อิทธิพลของกระบวนการคิดส่งผลต่อคุณ

การคิดเป็นปัจจัยภายในที่มีอิทธิพลต่อการกระทำและการแสดงออกของบุคคล ดังนั้นการพัฒนาความสามารถในกระบวนการคิดจึงเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญของการจัดการ จะเห็นได้ว่าผู้ที่มีความสามารถในกระบวนการคิด จะได้รับการยกย่องให้เป็นผู้นำในองค์กรหรือกลุ่มต่างๆ อยู่เสมอ

กระบวนการคิดจึงเป็นจุดที่ควรพัฒนาเป็นอย่างยิ่ง โดยการเริ่มจากตัวคุณเอง แต่ปัจจุบันนี้มีสถาบันพัฒนาศักยภาพที่หลากหลายหลักสูตรให้เราได้พัฒนากระบวนการคิด และ Whole Brain® Thinking ถือเป็นหลักสูตรที่ตอบโจทย์ ในเรื่องของการพัฒนากระบวนการคิด โดยใช้หลักสูตรที่เรียนรู้ และเข้าใจในการทำงานของสมอง ให้ได้นำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ