MM-cover-การคิดอย่างเป็นระบบ

7 เทคนิคฝึกการคิดอย่างเป็นระบบ [แบบคนที่ไม่เป็นระเบียบ]

การคิดอย่างเป็นระบบเป็นกระบวนการคิดที่เกิดจากการปลูกฝังมาตั้งแต่ในวัยเด็ก บางคนเติบโตมาพร้อมกับทักษะการจัดการที่โดดเด่น ในขณะเดียวกันก็มีคนจำนวนมากที่ยังต้องพัฒนาทักษะนี้ เพื่อทำให้การใช้ชีวิตเป็นระบบระเบียบมากขึ้น

นอกจากนี้ทักษะการคิดอย่างเป็นระบบยังเป็นอีกหนึ่งทักษะ ที่จำเป็นต่อการทำงานในองค์กรเช่นเดียวกัน เพราะจะช่วยให้การทำงานเกิดระบบที่มีประสิทธิภาพ และจัดการงานหรือโปรเจ็คต่างๆ ได้อย่างรอบคอบรวดเร็ว

ถ้าคุณมีความมุ่งมั่นที่จะฝึกฝนความคิดให้เป็นระบบยิ่งขึ้น บทความนี้จะตอบโจทย์ทุกความต้องการของคุณ ด้วยเทคนิคการคิดอย่างเป็นระบบง่ายๆ อ่านจบเพียงครั้งเดียวก็เห็นผลทันที โดยไม่ต้องมีทักษะพื้นฐานมาก่อน 

การคิดอย่างเป็นระบบเริ่มต้นอย่างไร?

การคิดอย่างเป็นระบบ คือการคำนึงถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งในมุมมองภาพรวมที่เป็นระบบ โดยมีส่วนประกอบย่อย ที่มีความสัมพันธ์และเชื่อมโยงกันและกัน อย่างมีเหตุผล เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างชาญฉลาด ที่จะส่งผลให้การแก้ปัญหานั้นมีความถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็ว

ซึ่ง Bertalanffy นักชีววิทยา เป็นคนแรกที่เริ่มกล่าวถึงแนวคิดนี้และถูกพัฒนาไปสู่สาขาอื่นๆ จนเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย เช่น ฟิสิกส์ ที่มีการตั้งข้อสันนิษฐาน (Thesis) และเกิดการสังเคราะห์ (Synthesis) สิ่งใหม่ เพื่อนำไปพัฒนาต่อจนเกิดผลลัพธ์ที่ตามหา ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นมีลำดับขั้นตอนต่างๆ ที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กันจากส่วนย่อยไปสู่ส่วนใหญ่อย่างเป็นระบบ

การคิดอย่างเป็นระบบมี 2 ประเภท

ทักษะการคิดอย่างเป็นระบบมีความสำคัญอย่างมากในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นคุณจะดำรงตำแหน่งในระดับผู้บริหารหรือพนักงานก็ตาม การมีทักษะนี้ติดตัวจะยิ่งเสริมศักยภาพของคุณในเรื่องการทำงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 

ด้วยเหตุนี้ เราจะพาคุณเจาะลึกการคิดอย่างเป็นระบบขึ้นอีกขั้น เพื่อให้คุณเข้าใจอย่างถ่องแท้และนำไปประยุกต์ใช้จนเกิดประโยชน์ได้ด้วยการคิดเชิงระบบ 2 ประเภท ดังนี้

การคิดอย่างเป็นระบบแบบทางตรง

1. การคิดอย่างเป็นระบบทางตรง

การคิดประเภทนี้จะมุ่งเน้นที่กระทำโดยตรง ซึ่งเป็นรูปแบบการคิดตามพื้นฐานของมนุษย์ มีเป้าหมายและวัตถุประสงค์ชัดเจน 

ตัวอย่างเช่น 

คุณหิวข้าว > คุณกินข้าว > คุณอิ่มข้าว > คุณหยุดกิน > คุณหิวข้าวอีกครั้ง > คุณกินข้าวอีกครั้ง

ซึ่งจะเห็นได้ว่าระบบความคิดที่สร้างขึ้นนี้ ล้วนเป็นวัฏจักรที่สัมพันธ์ต่อเนื่องกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งการคิดอย่างเป็นระบบทางตรง สามารถแบ่งเป็นรูปแบบต่างๆ ได้ดังนี้

  • Thinking for Knowing and Understanding a System 

การคิดเพื่อรู้และเข้าใจหน่วยความคิดต่างๆ จนเกิดลำดับขั้นและสามารถแยกแยะการทำงานของระบบได้ว่ามีสิ่งไหนที่ต้องทำและทำอะไรบ้าง

  • Thinking for Analyzing and Evaluation a System 

การวิเคราะห์และประเมินหน่วยความคิด ถึงจุดประสงค์ในการจำแนกส่วนประกอบในการทำงานของระบบความคิดและประเมินค่าให้เกิดประสิทธิภาพ

  • Thinking for Designing and Establishing a System 

การออกแบบหน่วยความคิด ซึ่งคุณจะเป็นผู้ออกแบบเอง หรือจากการถูกปลูกฝังกระบวนการนั้นมาจากที่อื่น

2. การคิดอย่างเป็นระบบทางอ้อม 

เป็นการคิดที่ใช้วิธีคิดพื้นฐานทั่วไป มีเพียงแค่การคำนึงถึงว่าสิ่งนั้นเป็นระบบ เช่น การคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ รวมถึงการคิดประเมินค่า ซึ่งอ้างอิงกับพฤติกรรมทางสมองที่กระทำกับวัตถุความคิด (Object of thinking) ที่เรียกว่า มโนมติ (Concept) 

โดยที่สองสิ่งนี้จะอยู่ในสมองขณะทำการคิด และถูกสะท้อนมาจากโลกของความจริง หรือสร้าง จินตนาการเองโดยที่สิ่งนั้นยังไม่เกิดขึ้นในโลกความจริงก็ได้ 

7 เทคนิคฝึกการคิดอย่างเป็นระบบ

ถ้าคุณเข้าใจกลไกการจัดระเบียบความคิดมากขึ้นแล้ว การปรับความซับซ้อนเหล่านั้นให้เป็นระบบก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพียงคุณเปิดใจและมีความพร้อมที่จะเสริมทักษะด้านความคิด แล้วนำเทคนิคการฝึกคิดอย่างเป็นระบบด้านล่างนี้ไปประยุกต์ใช้ รับรองได้เลยว่าคุณบรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างแน่นอน

  1. ตัวเราเองคือจุดเชื่อมโยงต่อทุกอย่าง

    การจัดระเบียบความคิดที่ยุ่งเหยิงให้เป็นระบบได้นั้นเริ่มต้นได้จากการยอมรับตนเองให้ได้ก่อนว่า เราคือส่วนประกอบสำคัญที่เชื่อมโยงสิ่งต่างๆ ให้เกิดระบบ
  2. ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมีความสัมพันธ์กัน

    คุณต้องเข้าใจธรรมชาติของระบบที่เกิดขึ้นก่อนว่า ทุกสรรพสิ่งบนโลกนี้สัมพันธ์กัน หากคุณเข้าใจถึงความสัมพันธ์ต่อสิ่งที่เกิดขึ้น คุณจะมองเห็นทุกอย่างเป็นลำดับขั้นตอนที่ชัดเจน ว่าที่มาที่ไปของเหตุการณ์นี้เป็นมาอย่างไร
  3. มองภาพใหญ่เพื่อเห็นภาพรวม

    ลองฝึกการมองภาพรวมแทนสิ่งเล็กๆ ก่อน จากนั้นค่อยๆ มองย้อนกลับไปถึงปัญหา หรือเรื่องราวในทีละขั้น เท่านี้ความซับซ้อนที่เคยเจอก็จะถูกจัดระเบียบและนำข้อมูลไปต่อยอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  4. จุดเปลี่ยนพัฒนาระบบความคิดได้

    คุณต้องไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง เพราะการเปลี่ยนแปลงจะช่วยให้คุณก้าวออกมาจากกรอบเดิมได้ และเพื่อให้ก้าวต่อไปของคุณมีประสิทธิภาพ คุณจึงจำเป็นต้องมองหากระบวนการเปลี่ยนแปลง และปัจจัยต่างๆ ที่เอื้อต่อระบบความคิดที่สุด
  5. อย่าปิดกั้นความคิด

    คุณสามารถมีทักษะการคิดอย่างเป็นระบบ ควบคู่ไปกับการมีความคิดอย่างอิสระได้ ผ่านการแลกเปลี่ยนความคิดนอกกรอบระหว่างผู้อื่น ไม่ตีกรอบ หรือครอบงำความคิดของผู้อื่น นอกจากคุณจะได้ปลดปล่อยความคิดออกมาแล้ว คุณยังได้ไอเดียใหม่ๆ ในการพัฒนาความคิดเหล่านั้นได้อีกด้วย
  6. ทีมเวิร์คสำคัญ

    แม้ว่ากระบวนการคิดอย่างเป็นระบบจะเกิดขึ้นจากตัวเรา แต่การสร้างสัมพันธ์ต่อเพื่อนร่วมงาน หรือการทำงานเป็นทีม จะยิ่งส่งเสริมให้มีการพัฒนากระบวนการทำงานและการบริหาร เพื่อให้คุณภาพงานไปสู่เป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
  7. สร้างฝันร่วมกัน

    โดยการยึดหลักการเรียนรู้ในองค์กรเป็นส่วนประกอบ ฝึกการเรียนรู้ของทีมไปทีละขั้น เติมรากฐานของทีมให้แข็งแรง แล้วสร้างสิ่งที่ฝันร่วมกัน (Shared Vision) ให้เกิดขึ้นจริง

การคิดอย่างเป็นระบบนำไปสู่การพัฒนาองค์กร

อาจเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อ เพียงแค่จัดระบบความคิดได้ คุณก็อาจกลายเป็นหนึ่งในทีม Avenger ที่นำพาความสำเร็จกลับมาให้องค์กรได้ เพราะในทุกองค์กรย่อมมีปัญหาที่หลากหลายและแตกต่างกันออกไป ซึ่งในทุกปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็ถือว่าเป็นปัญหาขององค์กรที่ต้องร่วมกันแก้ไข และผู้ที่มีทักษะด้านความคิดอย่างเป็นระบบ จะนำความคลี่คลายมายังองค์กรนั้นได้ 

จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเท่าไรนัก หากตลาดแรงงานจะให้ความสนใจกับกลุ่มคนที่มีทักษะด้านการจัดการความคิด หากองค์กรไหนมีบุคลากรที่พร้อมด้วยทักษะนี้ ไม่ว่าจะระดับผู้บริหารหรือพนักงาน คนเหล่านี้จะช่วยลดปัญหาและผลักดันเพื่อสร้างความสำเร็จให้แก่องค์กรอย่างไม่สิ้นสุด 

ฝึกจัดระบบความคิดด้วย PDPC Model

อีกหนึ่งแนวทางการใช้เทคนิคการบริหารงานที่คุณไม่ควรพลาด PDCA หรือ แนวคิดการบริหารการทำงานอย่างมีคุณภาพ ถูกคิดค้นโดย Walter Shewhart ด้วยรูปแบบการกระบวนการทำงานของวิธีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการนำความคิดอย่างเป็นระบบ มีลำดับขั้นตอนมาประยุกต์ใช้จนเกิดประสิทธิภาพ โดยแบ่งกระบวนการทำ PDCA ได้ดังนี้

  • Plan (P) ขั้นตอนการวางแผนก่อนที่เริ่มปฎิบัติงานจริง ถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญเพราะจะส่งผลให้การทำงานในขั้นตอนถัดไปเป็นไปด้วยความราบรื่น
  • Do (D) การลงมือปฏิบัติตามขั้นตอนตามแผนงานที่ได้กำหนดไว้อย่างเป็นระบบเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
  • Check (C) ขั้นตอนการตรวจสอบว่าสิ่งที่ได้ลงมือทำไปแล้วนั้น บรรลุวัตถุประสงค์หรือมาตรฐานที่กำหนดไว้หรือไม่
  • Action (A) กระบวนการปรับปรุงแก้ไขส่วนที่มีปัญหา และพัฒนางานนั้นให้มีประสิทธิภาพที่ดีกว่าเดิม

สรุปท้ายบทความ

การจัดระเบียบความคิดให้เป็นระบบนั้น ถือว่าเป็นทักษะขั้นต้นที่ควรมีติดตัวไว้ เพราะไม่ว่าคุณจะเสริมศักยภาพด้านไหนเพิ่มมาก็ตาม แต่การมีความคิดอย่างเป็นระบบนั้นจะช่วยจัดสิ่งใหม่ๆ ที่เข้ามา ให้คุณนำออกไปต่อยอดได้ 

ซึ่งสอดคล้องกับหลักสูตรของ Whole Brain® Thinking ที่ตอบโจทย์ ในเรื่องของการพัฒนากระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ โดยคุณสามารถนำหลักสูตรที่เรียนรู้ และเข้าใจมาประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ