Cover02_การคิดบวกควรเริ่มต้นจากอะไร_มีวิธีการอย่างไรบ้าง

การคิดบวกควรเริ่มต้นจากอะไร? มีวิธีการอย่างไรบ้าง?

เมื่อคุณเจอปัญหา คุณมองหาทางออกอยู่เสมอ หรือ เมื่อคุณเจอปัญหา คุณมองหาคนผิด!

ประโยคเหล่านี้บ่งบอกถึงการมองโลก หรือ ทัศนคติของคุณ 

เมื่อพูดถึงทัศนคติการมองโลกของแต่ละบุคคล มักจะมีเรื่องการมองโลกในแง่ดีและมองโลกในแง่ร้ายอยู่เสมอ การคิดบวกในสถานการณ์ที่ส่งผลดีกับเรา เป็นเรื่องที่ทำได้อย่างง่ายดาย แต่ในบทความนี้จะเน้นถึงการคิดบวกในสถานการณ์ที่ยากลำบากและไม่ได้ส่งผลดีกับคุณเลย

ทุกครั้งที่มีการคิดบวกและการคิดลบเกิดขึ้นในแต่ละสถานการณ์ ทุกความคิดส่งผลต่ออารมณ์ ความรู้สึก และ พฤติกรรมของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตกอยู่ในสภาวะที่มีความกดดันหรือมีความเครียดสูง จะทำให้เราแสดงปฏิกิริยากับสิ่งรอบตัวได้แตกต่างกันออกไป

ถ้าคุณคิดว่า คุณเป็นคนที่คิดลบไปกับทุกเรื่อง และไม่มีทางที่จะเปลี่ยนทัศนคติเหล่านี้ได้ คุณจะต้องคิดใหม่แล้วล่ะ เพราะมีการวิจัยมาแล้วว่าทุกคนสามารถคิดบวกได้แม้ตกอยู่ในสภาวะล้มเหลวก็ตาม แต่ก็อาจจะยังไม่สามารถทำได้ทันที โดยทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับการฝึกฝนทั้งด้านอารมณ์และความคิดของแต่ละคน

ในบทความนี้มาดูกันว่า ถ้าอยากเริ่มต้นเป็นคนที่คิดบวก แม้ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่กดดันและบีบคั้น จะสามารถทำได้อย่างไร

การเริ่มต้นสู่การคิดบวก

การคิดบวกไม่ได้หมายความว่าคุณเพิกเฉยต่อความเครียดในชีวิต แต่เป็นวิธีการที่ช่วยให้คุณได้เข้าใกล้ความยากลำบากได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งการสร้างวิสัยทัศน์ในแง่ดีนอกจากจะช่วยให้เราหลุดพ้นจากความเครียดที่ส่งผลต่อสภาพจิตใจแล้ว ยังช่วยคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเอาไว้ได้ แม้ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ดีอยู่ก็ตาม แถมช่วยให้คุณเข้าสังคมได้ง่ายขึ้นด้วย

ซึ่งการคิดบวกนั้นคุณสามารถสร้างมันขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง แม้ว่าคุณจะเคยผ่านเหตุการณ์ฝังใจที่ทำให้มองมันเป็นเรื่องร้ายตลอด ก็สามารถเปลี่ยนแปลงมันเป็นพลังด้วยการปรับมุมมองของตนเองต่อเหตุการณ์นั้นได้ ซึ่งเมื่อคุณสามารถใช้การสร้างความคิดด้านบวกให้กับตนเองได้ ก็สามารถแชร์มันต่อให้กับเพื่อนหรือคนใกล้ตัว เพื่อช่วยฉุดให้พวกเขาได้ขึ้นมาจากบ่อแห่งความคิดในด้านลบได้

6 วิธีคิดบวกเพื่อสร้างพลังบวกให้กับตัวเรา

ผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์หลายคน ต่างก็ให้ความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ว่าการคิดบวกนั้นสามารถทำได้ง่าย เพียงแค่คุณลองปรับมุมมองในการคิดกับ 7 วิธีฝึกคิดบวก และนำมาปรับใช้ในชีวิตของคุณ

1. การฝึกสมาธิจะทำให้มีสติเมื่อพบปัญหา

การฝึกสมาธิจะทำให้มีสติเมื่อพบปัญหา-ในบทความวิธีการคิดบวก

การคิดบวกเริ่มต้นได้จากการรับมือและจัดการกับอารมณ์ของคุณเอง ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์ที่อาจทำให้อารมณ์คุณเสียบ่อยๆ หรือสร้างแปรปรวนทางอารมณ์จนขาดสติ ก็จะทำให้เกิดพลังงานลบ และอารมณ์ของคุณขุ่นมัวไป รวมถึงขาดการไตร่ตรองที่ดีไปจนทำให้ตัดสินใจผิดพลาดได้

แต่ถ้าหากคุณมีสติและฝึกสมาธิในการควบคุมตัวเองได้ จะทำให้คุณใจเย็นมากขึ้น เมื่อพบกับปัญหาที่คาดไม่ถึงคุณจะสามารถตั้งสติได้เร็ว ช่วยให้สามารถเอาชนะปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ได้ด้วยสติ

2. สวมเลนส์บวกให้กับตนเอง  

ในข​ณะที่คุณกำลังพบปัญหาที่เข้ามาหรือสิ่งต่างๆ ที่สร้างความรู้สึกด้านลบ จนคุณไม่สามารถหาวิธีคิดบวกให้กับตนเองได้ ลองเปลี่ยนวิธีการมองมันใหม่ด้วยการสวมเลนส์บวกให้กับตนเอง

เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมีสองด้านเสมอ และไม่ได้เกิดขึ้นจากมุมมองเพียงด้านเดียว ในเรื่องดีก็อาจมีเรื่องร้ายแฝงอยู่ และในทางกลับกันเรื่องร้ายก็จะมีเรื่องราวที่ดีๆ แฝงอยู่เช่นเดียวกัน อยู่ที่ว่าเราจะเลือกมองจากมุมมองไหนนั่นเอง

เช่น ในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่คุณวางแผนเอาไว้แล้วว่าจะได้พาครอบครัวออกไปเที่ยว แต่กลับมีฝนพายุอย่างหนัก แถมยังมีรถติดบนถนนหลายสายจนทำให้คุณรู้สึกเสียดายที่พลาดโอกาสได้ใช้เวลาร่วมกับครอบครัว 

ซึ่งในเหตุการณ์นี้ลองสวมเลนส์บวกให้กับความคิดของคุณ และลองมองข้ามความโกรธเหล่านั้นไป คุณจะพบว่าการอยู่บ้านกับครอบครัวในวันนั้นก็ทำให้มีโอกาสได้ทำกิจกรรมในบ้านร่วมกันที่แตกต่างออกไปได้ เมื่อมีการสวมเลนส์บวกให้กับตัวเองบ่อยๆ คุณจะพบว่ามันจะสร้างกรอบความคิดบวกให้คุณได้อย่างอัตโนมัติและสามารถมองโลกในแง่ดีได้รวดเร็วมากขึ้น

3. อย่าด่วนตัดสินใจถ้ายังคิดอย่างไม่ถี่ถ้วน

บ่อของการเกิดความคิดที่ลบ เนื่องจากสิ่งที่คุณคิดหรือสิ่งที่คุณเห็น อาจเป็นข้อมูลด้านเดียวที่มีอยู่ และยิ่งมีเรื่องอารมณ์มาเกี่ยวข้องด้วยแล้ว ก็จะทำให้คุณอาจพลั้งเผลอตัดสินใจในสิ่งท่ีผิดพลาดได้ 

ซึ่งการคิดให้เป็นกลางเอาไว้ก่อนจะช่วยให้คุณไม่ต้องเจอกับปัญหาด้านอารมณ์ได้ โดยก่อนที่จะตัดสินในเรื่องอะไรควรพิจารณาจากมูลเหตุรอบตัวให้ครบก่อน และไม่ควรปักใจเชื่ออะไรง่ายๆ 

เช่น หากคุณเป็นหัวหน้างานที่คนในทีมมีปัญหากัน อย่าเพิ่งเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงเพราะเรื่องแรกที่ได้ยินมาก่อน นั่นจะทำให้คุณคิดลบกับอีกฝั่งหนึ่งไป แต่ควรทำการพูดคุยกับทุกคนให้ครบ และหาวิธีแก้ปัญหาอย่างละมุนละม่อม เพราะการแก้ปัญหาด้วยอารณ์หรือเอนเอียงไปที่ฝ่ายผ่ายหนึ่ง จะยิ่งทำให้สถานการณ์บานปลายมากขึ้น 

4. การเปรียบเทียบจะสร้างพลังงานลบให้กับคุณ 

การที่คุณเอาสิ่งต่างๆ มาเปรียบเทียบอาจ เป็นแหล่งเกิดความคิดด้านลบ เสียกำลังใจ และอาจทำให้เกิดความไม่พอใจ ซึ่งการเปรียบเทียบนี้เป็นนิสัยที่อาจติดตัวของคุณมานาน เห็นเรื่องต่างๆ รอบตัวก็นำมาเปรียบเทียบสร้างความกดดันภายในใจของตนเอง จะเป็นบ่อเกิดของพลังลบ จึงควรมองผ่านหรือคิดว่าเป็นสิ่งปกติที่เกิดขึ้น ไม่นำมาเปรียบเทียบสร้างความทุกข์ใจให้ตัวเอง หรือให้มองแต่สิ่งดีที่เกิดขึ้นกับเรื่องเหล่านั้นก็พอ 

เช่น หากคุณมีเพื่อนที่เรียนมหาวิทยาลัยมาพร้อมกัน จบแล้วสามารถมีงานทำได้เงินเดือนหลายหมื่นต่อเดือน สุดสัปดาห์ไปสังสรรค์ สามารถลาพักร้อนไปต่างประเทศได้ แล้วนำมาเปรียบเทียบกับตัวคุณเองที่ทำงานตลอดเวลา ไม่มีเวลาว่าง และเงินที่ได้อาจน้อยกว่าเพื่อน 

คุณควรที่จะนำพลังด้านลบนี้ออกไป แล้วนำมาเป็นแรงผลักดันให้เป็นพลังงานบวก ด้วยการดึงศักยภาพหรือความสามารถที่คุณมีอยู่แล้วนั้นมาใช้กับการทำงาน หรือถ้าคุณยังมองว่าคุณยังไม่เก่งพอก็ใช้แรงผลักดันนี้ในการหมั่นฝึกฝน เรียนรู้เพิ่มเติม เพื่อนำไปปรับใช้กับการทำงานที่จะส่งผลให้คุณได้เลื่อนตำแหน่ง ขึ้นเงินเดือน หรือนำไปเจรจาต่อรองเพื่อสมัครงานในที่ใหม่    

5. พาตัวคุณเองไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี

หนึ่งในการสร้างพลังงานบวกให้คุณได้มองโลกในแง่บวกได้ดี นั่นคือการนำตัวคุณไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี กับคนที่คุณอยู่ด้วยแล้วสบายใจอย่าง กลุ่มเพื่อนสนิท หรือครอบครัวของคุณ

สิ่งแวดล้อมเหล่านี้จะช่วยให้คุณสบายใจมากขึ้น และหล่อหลอมให้ความคิดเริ่มต้น ในสภาพแวดล้อมที่มีแต่คนสร้างพลังงานบวกให้กับคุณได้ 

ดังนั้นการที่มีเพื่อนหรือครอบครัวอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมก็จะเป็นหนึ่งขุมพลังบวกที่ช่วยดึงคุณออกมาจากสภาวะที่มีความคิดลบได้ ซึ่งหากคุณอยู่แต่ในสภาพแวดล้อมที่มีแต่พลังด้านลบนั้น ก็ยากที่จะฝึกให้ตัวคุณนั้นเป็นคนที่สามารถคิดด้านบวกได้เพียงลำพัง

6. หัดเป็นคนยืดหยุ่น 

การที่คุณไม่ยืดหยุ่นต่อสิ่งต่างๆ ที่เข้ามานั้นอาจทำให้คุณโมโหง่าย อารมณ์ร้าย ทำให้คิดแต่ด้านลบ หากลองปรับทัศนคติพื้นฐานเหล่านี้ใหม่ ก็จะช่วยให้คุณเป็นคนคิดบวกได้ง่ายขึ้น ด้วยการเปิดใจและปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่เข้ามา หรือสภาพแวดล้อมต่างๆ ว่าสิ่งที่เข้ามานั้นอาจเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ปกติ หรือเป็นเรื่องที่คุณอาจจะต้องทำความเข้าใจเพิ่มเติม 

โดยการที่คุณเป็นคนที่ยืดหยุ่นนี้สามารถเป็นเส้นทางในการให้คุณประสบความสำเร็จได้ไม่ยากเลย ซึ่งสามารถเริ่มได้ดังนี้

  • มองหาความสะดวกสบายจากสิ่งที่มีอยู่รอบตัวคุณ จากที่คุณจะคาดหวังสิ่งต่างๆ ให้เกิดขึ้นตามที่คุณคิดนั้น ลองเปลี่ยนความคิดเป็น สิ่งที่อยู่รอบตัวคุณนั้นสามารถเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง หรือว่าจะเป็นอย่างไรได้บ้าง เพราะการคิดที่ไม่ได้เกิดจากความคาดหวังก็จะเป็นผลดีต่อตัวคุณมากยิ่งกว่า
  • รู้จักปรับตัวต่อสถานการณ์ที่เข้ามา หนึ่งในข้อที่สำคัญคือรู้จักปรับตัวต่อสิ่งที่เข้ามา คนที่มีความยืดหยุ่นมากก็จะสามารถปรับตัวเข้าไปกับทุกสถานการณ์ได้ง่าย ไม่ว่าจะมีสิ่งใดที่เข้ามาก็พร้อมปรับตัวให้เข้าได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น 
  • คิดไว้เสมอว่าทุกอย่างสามารถควบคุมได้ เมื่อเกิดปัญหาต่างๆ หรืออุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นได้รอบตัว คนที่ยืดหยุ่นได้นั้นจะไม่มีความตะหนก จะเป็นคนที่ใจเย็น ค่อยๆ มองหาทางออก และจะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่มีเพื่อนำไปแก้ปัญหาสู่ทางออกที่ดีที่สุด     

พัฒนาความคิดของคุณไปอีกขั้นผ่านการคิดบวก

การที่จะเริ่มต้นเป็นคนคิดบวกได้นั้นอาจไม่สามารถปรับตัวเองได้ภายในวันเดียว หรือในระยะเวลาอันสั้น    หากแต่เป็นการสั่งสมเรื่องราวที่ดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว ให้จิตใต้สำนึกของคุณเริ่มสร้างความคิดที่เป็นด้านบวกได้โดยอัติโนมัติ แม้ว่าจะพบเจอกับสถานการณ์ที่กดดันอยู่ คุณก็สามารถใช้การสร้างพลังงานบวกจากตัวเองเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้

แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าการคิดลบนั้นไม่ได้ดีเสมอไปนะครับ การที่เราคิดลบบ้างกับในบางเรื่องนั้นก็เป็นกลไกธรรมชาติของสมองเอง ที่ป้องกันไม่ให้เราหลงเชื่อไปกับสิ่งต่างๆ ได้ง่าย ดังนั้นเราอาจจะคิดลบบ้างก็ได้ แต่ก็พยายามบาลานซ์ทั้งด้านบวกและลบเอาไว้ให้เสมอกันจะช่วยให้คุณสามารถตัดสินใจในการทำสิ่งต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น

หากคุณต้องการพัฒนากระบวนการคิดของตนเองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เสริมความมั่นใจในตนเอง หรือ เข้าใจความคิดของคุณอย่างถูกต้อง ลองศึกษา Whole Brain® Thinking หลักสูตรที่ช่วยเปิดสมองของคุณให้คิดได้ครบ คม รอบ ด้าน