Coverบทความ-Whole-Brain-คืออะไร?

Whole Brain® Thinking คืออะไร? ช่วยคุณในด้านใดบ้าง?

เปิดแผนที่สมองของคุณให้คิดได้ครบทุกรูปแบบ เพื่อพัฒนาทักษะความคิดของคุณให้ครบ คม รอบด้าน ด้วย Whole Brain® Thinking ทักษะการคิดวิเคราะห์ที่ได้รับการยอมรับและพิสูจน์แล้วว่าได้ผลจริง

Whole Brain® Thinking จะช่วยให้คุณได้ตัดสินใจทางธุรกิจ บริหารทีม รวมถึงสร้างผลลัพธ์ทางความคิดใหม่ๆ ได้อย่างรอบด้าน ผ่านการวิเคราะห์แผนที่สมองของคุณเอง 

Whole Brain® Thinking คืออะไร?

กระบวนการคิดที่ใช้สมองครบองค์รวม หรือ Whole Brain® Thinking เป็นทฤษฎีที่แบ่งแผนที่สมองออกเป็น 4 ด้าน ซึ่งโดยปกติแล้วหลายคนน่าจะคุ้นเคยกับคำว่าสมองซีกซ้ายและซีกขวาที่ใช้ในการคิดวิเคราะห์และกระบวนการคิดเชิงสร้างสรรค์ แต่สำหรับทฤษฎีการคิดแบบ Whole Brain® Thinking นั้นต่างออกไป เพราะมีรูปแบบการแบ่งสมองเพื่อการคิดวิเคราะห์ออกเป็น 4 ส่วนด้วยกัน 

วิธีกระบวนการคิดวิเคราะห์ของสมอง 4 รูปแบบ เป็นทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับผ่านหนังสือวิทยาศาสตร์ เรื่อง “The Creative Brain” และ หนังสือ “The Whole Brain® Business Book” ซึ่งเป็นหนังสือที่ Peter Drucker ผู้เป็นกูรูด้านธุรกิจ ได้แนะนำไว้ใน Harvard Business Press on Knowledge Management 

เปิดแผนที่สมองทั้ง 4 ของ Whole Brain® Thinking

รูปภาพ Whole Brain Thinking Model

จากภาพด้านบนทฤษฎีการคิดแบบ Whole Brain® Thinking ได้มีการแบ่งแผนที่สมองออกเป็น 4 ด้าน ซึ่งได้แก่ ซีก A, B, C และ D

สมองด้าน A

สมองด้าน A เป็นส่วนที่ใช้ในการคิดในรูปแบบที่ใช้ตรรกะ หรือเหตุผลในการตัดสินใจ ผ่านการวิเคราะห์สิ่งต่างๆ บนพื้นฐานของความเป็นจริง

  • Logical : การคิดแบบเป็นเหตุและผล
  • Analytical : การคิดวิเคราะห์
  • Fact based : การมองสิ่งต่างๆ ด้วยพื้นฐานของความเป็นจริง
  • Quantitative : การคิดวิเคราะห์เชิงปริมาณ

สมองด้าน B

สมองด้าน B เป็นส่วนที่ใช้ในการคิดในรูปแบบของการวางแผน และจัดการความคิดอย่างเป็นระบบ รวมถึงการใส่รายละเอียดของการคิดให้มีประสิทธิภาพ

  • Organised : การจัดการอย่างเป็นระบบ
  • Sequential : การจัดการอย่างเป็นขั้นตอน
  • Planned : การวางแผน
  • Detailed : การให้รายละเอียด

สมองด้าน C

สมองด้าน C เป็นส่วนที่ใช้ในการคิดในรูปแบบที่ใช้ความรู้สึกนึกคิดเข้ามาร่วมในการวิเคราะห์ ซึ่งจะช่วยให้คุณได้สร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  • Interpersonal : ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
  • Feeling based : การคิดบนพื้นฐานความรู้สึก
  • Kinesthetic : การเคลื่อนไหวทางด้านร่างกาย
  • Emotional : การคิดแบบใช้ความรู้สึก

สมองด้าน D

สมองด้าน D เป็นส่วนที่ใช้ในการคิดในรูปแบบการประมวลความคิดจากสิ่งต่างๆ มาสร้างเป็นองค์ความคิดใหม่

  • Holistic : กระบวนการคิดแบบองค์รวม
  • Intuitive : การใช้สัญชาตญาณ
  • Integrating : การคิดแบบบูรณาการ
  • Synthesising : การคิดเชิงวิเคราะห์และสังเคราะห์

ทำไมต้องแบ่งกระบวนการคิดออกเป็น 4 รูปแบบ

การแบ่งกระบวนการคิดออกตามทฤษฎีของ Whole Brain® Thinking ทำให้เกิดหลักการคิดที่ส่งผลต่อการสื่อสาร การแก้ปัญหา การตัดสินใจ และ การจัดการกับสิ่งต่างๆรอบตัว ซึ่งหากว่าคุณได้รู้จักกระบวนการคิดของตนเอง จะเทียบเท่ากับการที่คุณได้มองเห็นแผนที่สมอง ทำนายอุปสรรค และ บอกถึงหนทางสู่ความสำเร็จเฉพาะตัวของคุณ

นอกจากนี้การแบ่งกระบวนการคิดวิเคราะห์ทั้ง 4 รูปแบบ ยังสามารถนำไปใช้เพื่อ

  • ช่วยให้คิดในแง่บวก และคิดอย่างเป็นระบบ
  • ใช้แก้ปัญหาในเชิงธุรกิจ 
  • พัฒนาภาวะผู้นำ 
  • การสร้างประสิทธิภาพการขาย 
  • การบริหารองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทำไมต้องใช้ Whole Brain® Thinking

การนำเอาทฤษฎีแบ่งกระบวนการคิด 4 รูปแบบของ Whole Brain® Thinking สามารถช่วยให้กระบวนการคิดของผู้คน ได้พิจารณาสิ่งต่างๆ ได้อย่างรอบด้าน รวมถึงสร้างผลลัพธ์ใหม่ๆ จากกระบวนการคิดวิเคราะห์ให้ดีขึ้นได้ โดยการใช้งานเครื่องมือ Whole Brain® Thinking ซึ่งช่วยให้

1. พัฒนากระบวนการคิดของคุณให้ คิดได้อย่างครบถ้วน มีมุมมองที่เฉียบคม และมองเห็นได้รอบด้าน

เครื่องมือ Whole Brain® Thinking ออกแบบมาเพื่อใช้แก้ไขโจทย์ทางธุรกิจโดยเฉพาะ ทำให้คุณสามารถยืดขยายกระบวนการคิด สู่กระบวนการคิดอันทรงพลังในรูปแบบอื่นๆ ได้มากกว่า หากไม่เรียนรู้ และนำไปใช้ คุณจะติดอยู่ในกระบวนการคิดรูปแบบเดิม วิเคราะห์สถานการณ์แบบเดิมๆ จนทำให้คุณติดอยู่ในกรอบ มองไม่ออก จนละเลยกระบวนการคิดด้านอื่นๆ ไปด้วย 

2. ทำให้ธุรกิจของคุณมีผลลัพธ์ใหม่ที่ดีขึ้น 

Whole Brain® Thinking มีหลักการที่เป็นรูปธรรม จับต้องได้ในการนำไปใช้ในทันที ช่วยให้คุณมีผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ดีขึ้น ในเรื่องการตัดสินใจ การแก้ปัญหา และ การสื่อสาร เนื้อหาเรียนแล้วสามารถเข้าใจได้ง่าย ไม่ต้องนั่งเดา และนี่คือกระบวนการคิดที่ออกแบบมาเพื่อธุรกิจของคุณ

3. ทำให้คุณเข้าใจความคิดผู้อื่นมากขึ้น 

หุ้นส่วนทางธุรกิจเป็นสิ่งสำคัญในวันที่คุณอาจต้องการความช่วยเหลือ Whole Brain® Thinking ช่วยให้คุณสามารถวิเคราะห์คนออกตั้งแต่ “กระบวนการคิด” เลยทีเดียว

4. ทำให้คุณบริหารจัดการทีมได้มีประสิทธิภาพ 

Whole Brain® Thinking สามารถนำไปปรับใช้ทั้งกับรายบุคคล และทั้งทีมได้ ไม่ว่าจะช่วยในการอบรมแผนกขาย ดูแลลูกค้า ฝ่ายการตลาด HR กระบวนการคิดจะทำให้ทีมได้เห็นคุณค่าในความแตกต่าง และรู้ว่าสามารถช่วยเหลือ เติมเต็มกันได้อย่างดี ด้วยทฤษฎี Whole Brain® Thinking 

จะเริ่มต้นเรียนรู้ Whole Brain® Thinking อย่างไร

ก่อนเข้าสู่บทเรียน Whole Brain® Thinking คุณจะต้องลงมือทำแบทดสอบที่เรียกว่า HBDI® ก่อน ซึ่งแบบทดสอบจะมีจำนวน 120 ข้อ ใช้เวลา 20 นาที ผ่านทางลิงค์ออนไลน์ที่เราส่งให้คุณทางอีเมล์ 

เมื่อทำเสร็จแบบทดสอบ HBDI® เสร็จแล้ว คุณจะได้รับรายงานผลข้อมูลส่วนตัวจากผู้ประสานงาน เพื่อนำคุณเข้าสู่ ห้องเรียน Whole Brain® Thinking ตามวัน และ เวลาที่คุณได้ลงทะเบียนเรียนไว้

การมาคู่กันของ HBDI® กับ Whole Brain® Thinking

  • HBDI® เป็นแบบทดสอบ ที่ทุกคนจะได้ทำก่อนเข้าเรียน เพื่อให้คุณได้เห็นแผนที่สมองของตนเองก่อน เพราะหากว่าคุณไม่เห็นแผนที่สมองของตนเอง คุณอาจเดินหลงทาง และเสียเวลาคาดเดา
  • Whole Brain® Thinking คือ ทฤษฎีที่เป็นรูปธรรม มีไว้ให้คุณไว้เกาะนำทางในยามที่เจอความมืด

การรายงานผลข้อมูล HBDI® 

รายงานผลของแบบทดสอบ HBDI® เป็นรายงานผลข้อมูลส่วนตัว เป็นความลับ ไม่มีผู้ใดได้เห็นรายงานผลข้อมูลนี้ นอกจะได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลทดสอบ โดยในรายงานผลส่วนตัวจะอธิบายถึง 

รูปภาพตัวอย่างการรายงานผลของ HBDI
การรายงานผลข้อมูล HBDI®
  • ความถนัด 
  • กระบวนการคิดของคุณในยามปกติ 
  • กระบวนการคิดในยามคับขัน 
  • ตัวตนของคุณ 
  • สิ่งที่คุณทำในงานได้ดี

ความแม่นยำของการรายงานผล

Whole Brain® Thinking เกิดขึ้นจากงานวิจัยหลายร้อยฉบับจากสถาบัน และมหาวิทยาลัยที่โด่งดังและมีชื่อเสียงของโลก อย่าง Berkeley, California และ University of Texas  ซึ่งผลงานทางวิชาการเหล่านี้ได้รับการยอมรับ ในเรื่องความเสถียร ความแม่นยำของแบบทดสอบ ทำให้ผลการทดสอบที่ได้มีประสิทธิภาพ และเป็นแบบทดสอบที่ได้ผลลัพธ์ดีกว่าแบบทดสอบที่มีมากมายบนโลกใบนี้ 

การจะได้การยอมรับจากสถาบันเหล่านี้นับว่าเกิดขึ้นได้น้อยมาก ซึ่งแบบทดสอบนี้ได้มีการ เก็บข้อมูลมามากว่า 2.5 ล้านคน ถูกใช้กับบริษัท Fortune100 เกินกว่า 97% และได้สร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้นมากมายจากการนำรายงานผลข้อมูลนี้ไปใช้ คู่กันกับทฤษฎี Whole Brain® Thinking จากผลสำรวจพบว่า ทีมที่ใช้ Whole Brain® Thinking เป็นทีมที่มีประสิทธิภาพมากกว่า ทีมอื่นๆอยู่ 66% และ ช่วยให้บริษัทสามารถลดอัตราการลาออกได้มากถึง 50% 

ประโยชน์ที่ได้การคิดแบบ Whole Brain® Thinking

การคิดแบบ Whole Brain® Thinking จะช่วยให้คุณได้

  1. พัฒนาความคิด เฉียบคม ครบ รอบด้าน
  2. พัฒนาวิธีการคิดเชิงธุรกิจเพื่อผลลัพธ์ที่ดีขึ้น
  3. วิเคราะห์ความถนัดของตน โดยช่วยให้คุณสามารถเลือก ตัดสินใจ สื่อสาร และ แก้ปัญหาได้อย่างมั่นใจ
  4. เรียนรู้เคสระดับโลกเพื่อจุดประกายการแก้ปัญหาในธุรกิจของคุณ
  5. วิเคราะห์คนตั้งแต่กระบวนการคิด เลือกไม่ผิด มองเห็นความต่างได้อย่างเข้าใจชัดแจ้ง

การนำ Whole Brain® Thinking ไปปรับใช้กับการทำงาน

  1. การพัฒนาวางแผนอาชีพ -วางคนเหมาะสมงาน เลือกงานเหมาะสมคน
  2. การแก้ปัญหา -จัดวางการสื่อสารอย่างเหมาะสม
  3. งานด้านวางแผนกลยุทธ์ – เพิ่มความชัดเจน มั่นใจ และ ความคิดอันเป็นเอกฉันท์
  4. พัฒนาทักษะการขาย -เจาะลึกข้อมูลรักษาฐานลูกค้า 
  5. ส่งเสริมงานนวัตกรรม และ ความคิดสร้างสรรค์ – คิดนอกกรอบแต่รอบคอบและทำได้จริง

ใครบ้างที่เหมาะสมกับการนำไปใช้

สำหรับการนำ Whole Brain® Thinking ไปใช้ เหมาะสำหรับทุกคนในองค์กรการทำงาน เพราะจะทำให้ทุกคนสามารถเชื่อมโยงระบบความคิดได้ในรูปแบบเดียวกัน ยืดขยายกรอบความคิดได้เร็ว และพัฒนาการทำงานร่วมกันให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นได้ ซึ่งบุคคลเหล่านั้นได้แก่

  • เจ้าของธุรกิจ /ผู้ประกอบการ
  • ผู้นำในองค์กร
  • ทีม

สนใจลงทะเบียนอบรมหลักสูตร Whole Brain® Thinking 

อบรมหลักสูตร Whole Brain® Thinking กับ MM Training Academy ตอนนี้ สิ่งที่คุณจะได้รับ

  • แบบทดสอบonline
  • HBDI® Digital
  • HBDI® Mobile Application
  • Workshop 1 วัน (6 ชั่วโมง) หรือ( ออนไลน์ 3 ชั่วโมง)

พร้อมแผนที่สมองของคุณโดยเฉพาะ เพื่อนำไปใช้งานในการคิดวิเคราะห์ และสร้างผลลัพธ์ทางความคิดใหม่ๆ ให้คุณได้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาองค์กรให้แข็งแกร่งขึ้นได้ – เพราะความสำเร็จของคุณ คือความสำเร็จของเรา –